BlackButler FanFic

บอร์ดสำหรับคนรักแบล็คบัทเลอร์
 
บ้านค้นหาสมัครสมาชิก(Register)เข้าสู่ระบบ(Log in)

Share
 

 SF*ทำไมผมถึงเกลียดปีศาจนะเหรอ? (End)

Go down 
ผู้ตั้งข้อความ
FungusZns
Baron
Baron
FungusZns

จำนวนข้อความ : 6
Join date : 30/03/2011
: 28
ที่อยู่ : ใต้เตียงชิเอล :)

SF*ทำไมผมถึงเกลียดปีศาจนะเหรอ? (End) Empty
ตั้งหัวข้อเรื่อง: SF*ทำไมผมถึงเกลียดปีศาจนะเหรอ? (End)   SF*ทำไมผมถึงเกลียดปีศาจนะเหรอ? (End) EmptyMon Apr 11, 2011 7:17 pm

Title : ทำไมผมถึงเกลียดปีศาจนะเหรอ?
Paring : William x Grell x Sebatian x ciel
Author : FungusZns
Rating : PG-13
PS. : มุมมองมุมหนึ่งของวิลเลียม ชายหนุ่มผู้เย็นชา..
.
.
.
“วิลเลียม!! ” เสียงเรียกอันเสียดหูตะโกนลั่นไปทั่วบริเวณ ผมเหลือบตามองดู ‘บางสิ่ง’ ที่ไม่น่าอภิรมย์กำลังวิ่งเข้ามา แทบไม่ต้องคิดผมรีบเบี่ยงหลบเจ้าทรงผมสีแดงนั่นทันที จนมันพุ่งไปปักกับโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก
“เกรล ซัตคลิพ ทำไมถึงไม่รู้จักจำกฎการใช้ห้องสมุดบ้างนะ คราวหลังถ้าขืนวิ่งอีกจะถูกหักเงินเดือน..” ผมขยับแว่นตาเล็กน้อยพร้อมปรายตามองอีกฝ่ายอย่างเรียบเฉย

ไม่อยากเชื่อเลยว่าเจ้าตัวนี้จะเป็น 1 ในยมทูต..ดูเหมือนว่าวงการยมทูตคงต้องจบสิ้นลงในไม่ช้าอย่างแน่นอน..

“ฮืออ! วิลใจร้ายจัง แต่ไม่เป็นไรผู้ชายเย็นชาอย่างนี้ละ น่า-กิน-ที่-สุด!!” เกรลพูดพร้อมกับบิดตัวไปมาอย่างเขินอายเหมือนอย่างทุกครั้ง ผมได้แต่ลอบถอนหายใจก่อนที่จะยืนกอดอกมองอีกฝ่าย
“ผมต่างหากล่ะที่จะกินคุณ..แต่ก่อนหน้านั้นผมคงต้องฉีกเนื้อคุณเป็นชิ้นๆก่อนที่จะแล่เนื้อคุณวางไว้บนพื้นดินแข็งๆให้พวกสัตว์กินเนื้อชั้นต่ำชอนไชเข้าไปในตัวคุณเสียก่อน..”
“อ๊ายยยย! ช่างเป็นคำพูดที่น่าตื่นเต้นจริงๆ..ชอนไชเข้าไปในตัวฉัน..พูดอีกทีสิฮ้า! อ๊า!” ผมมองดูอีกฝ่ายที่ทำหน้าเคลิบเคลิ้มเสมือนกับปลาบปลื้มในประโยคที่ผมพูดเสียเต็มประดา..
ไม่ว่าจะด่าว่าหมอนี่ยังไง ก็คงเสียเวลาเปล่าจริงๆในเมื่อคำพูดของผมคงไม่มีวันซึมเข้าไปในหัวสมองของหมอนี่อย่างแน่นอน บางครั้งผมก็ยังแอบสงสัยอยู่ไม่น้อยว่าเจ้าตัวนี้ มันมีสิ่งที่ใครต่อใครเรียกว่า ‘สมอง’ หรือเปล่า..
“มันคงเป็นแค่ก้อนเนื้อที่ใช้การไม่ได้..”
“หืม?? อะไรเหรอจ๊ะ?” เกรลถามผมอย่างงุนงง
“ไม่มีอะไร..แล้วคุณมาหาผมทำไม อย่าบอกนะว่าจะให้ขึ้นเงินเดือน? เรื่องนั้นน่ะ ผมช่วยไม่ได้หรอกนะ..” ผมรีบถามถึงสาเหตุที่หมอนี่มาเสนอหน้า(?)กับผมก่อนที่จะต้องเสียเวลาไปโดยใช่เหตุมากกว่านี้
“แหม..ก็คิดถึงนะสิจ๊ะ” เกรลหยอดคำหวานก่อนที่จะทำท่าขวยเขินอย่างที่เจ้าตัวคิดว่าน่ารัก หากแต่ผมกลับไม่คิดอย่างนั้นเลยสักนิด
“ถ้างั้นก็ไปทำงานได้แล้ว” ผมตัดบทก่อนที่จะเดินตรงเข้าไปที่ห้องสมุด วันนี้งานก็ยังยุ่งเหมือนทุกวัน แต่ดูเหมือนว่าคนๆนี้ยังมีเวลามาเร่ร่อนอยู่ บางทีผมควรจะจัดตารางงานเพิ่มให้เจ้านี่ไปอีกดีไหมนะ
“วิล..อย่าเพิ่งหงุดหงิดสิจ๊ะ วันนี้น่ะ..ไป-เดท-กัน-นะ!” เกรลพูดจบพร้อมยิ้มกว้างยิงฟันแหลมคมที่แปลกตา

นอกจากจะมีก้อนเนื้อที่ใช้การไม่ได้แล้ว รสนิยมของหมอนี่ยังเข้าขั้นที่เรียกว่า ‘น่าเป็นห่วง’ สุดๆ..

“ไม่”
“ใจร้าย!” ผมเหลือบมองดูเจ้านั่นที่ทำหน้าเศร้าสลดลง หยาดน้ำใสเอ่อคลอใบหน้าที่ซีดขาวไร้สีเลือด มันทำให้ผมอดที่จะนึกสงสารไม่ได้ ผมเอื้อมมือไปลูบหัวอีกฝ่ายก่อนที่จะเอ่ยพูดประโยคถัดมาอย่างนุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยดวงตาที่เอาจริงเอาจัง
“ถ้าไม่อยากตกงาน..กลับไปทำงานซะ” ผมเดินละออกมาจากอีกฝ่ายในทันที
“วิล!! อย่าใจร้ายกับเค้าสิตัวเอง!! นายก็ว่างอยู่นี่นา นะ นะ ไปเดทกันนะ นะ นะ วันนี้เป็นวันคริสต์มาสของโลกมนุษย์ด้วย..”
“โลกมนุษย์กับโลกของเรามันไม่เหมือนกัน ยมทูตอย่างเราไม่มีเวลามานั่งเฉลิมฉลองดื่มด่ำอย่างมีความสุขเหมือนพวกมนุษย์ขี้เกียจที่หาข้ออ้างในการหยุดงานหรอกนะ ”
“แต่-อยาก-เดท-อะ!” เกรลยังคงยืนยันคำเดิมอย่างหนักแน่นพร้อมกับถลาเข้ามาเกาะแขนผม
“เกรล...”

กึก กึก..ตุ้บ! พั่บ พั่บ พั่บ!

“เอ๋? Cinematic Record?” เกรลหันไปมองหนังสือสีน้ำตาลที่ตกลงมาจากชั้นขนาดใหญ่ หนังสือเล่มนั้นเปลี่ยนหน้าไปเรื่อยๆจนมาหยุดอยู่ที่หน้าหนึ่ง ผมผละออกจากเกรลก่อนที่จะเดินไปหยิบหนังสือเล่มนั้นออกมาอ่านอย่างแปลกใจ
“ที่คฤหาสน์ชั้นใต้ดิน..เกรล ดูเหมือนว่าจะมีงาน..” ผมหันไปมองหาหมอนั่นที่ตอนนี้เหลือเพียงแต่ความว่างเปล่า มีเพียงกระดาษโน๊ตแผ่นหนึ่งวางอยู่บนพื้น ผมหยิบมันขึ้นมาอ่านในทันที
‘วิล..ฉันลืมไปว่ามีงานอื่นต้องทำ เพราะงั้นไปก่อนนะจ๊ะ จุ๊ฟ! ปล. รีบทำงานให้เสร็จก่อนพวกปีศาจน้า! จาก..เกรลที่รักของนาย’
“หึ..ช่างเป็นยมทูตที่ไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ” ผมขยับแว่นตาไปมา ดูเหมือนว่าในเมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้ ผมเองคงต้องไปทำงานนี้คนเดียวแล้วสิ

ดีเหมือนกันที่เจ้าตัวนี้ไม่ไปเกะกะ อีกอย่างผมจะได้หวังเงินโบนัสหรือไม่ก็ได้เลื่อนขั้นสักที

หลังจากที่ผมทำเรื่องขอยืมเดธไซด์แล้ว ผมก็ไม่รอช้ารีบมุ่งตรงไปยังโลกมนุษย์ รายละเอียดงานของยมทูตอย่างผมนั้นแค่ทำหน้าที่เก็บวิญญาณที่ถูกบันทึกไว้ในสมุดตามรายชื่อให้ครบเพื่อพิพากษาตัดสินว่าจะให้อยู่หรือตาย แต่ส่วนมากยมทูตอย่างเรานั้นจะเลือกอย่างที่สองมากกว่า..

“เด็กทั้งนั้นเลยเหรอ?” ผมมองดูรายชื่อที่อยู่ในสมุดซึ่งมีอยู่ประมาณ 7-8 รายชื่อ หนึ่งในจำนวนนั้น รายชื่อสุดท้ายทำให้ผมไม่อาจละสายตาไปได้..
“ชิเอล แฟนธอมไฮฟ์?” ผมมองดูรายชื่อนั้นเหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน และนั่นทำให้ผมนึกย้อนไปถึงโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่ทำให้โลกมนุษย์รวมทั้งโลกของผมต้องตกตะลึง

เหตุการณ์ไฟไหม้คฤหาสน์ตระกูลแฟนธ่อมไฮฟ์ที่มนุษย์มองว่าเป็นอุบัติเหตุ จะมีก็แต่โลกของผมเท่านั้นที่รู้ว่าโศกนาฏกรรมในครั้งนั้นเป็นฝีมือของ ทูตสวรรค์..
และคนที่รับหน้าที่เก็บเกี่ยวดวงวิญญาณของสองสามี ภรรยาคู่นั้นก็คือ ตัวผมเอง..

ผมมองดูรายชื่อของเด็กคนนั้นอีกครั้งพร้อมความรู้สึกผิดที่เกาะกุมอยู่ภายในใจ ผมจำเด็กคนนั้นได้เป็นอย่างดี เด็กผู้ชายตัวเล็กๆ และดวงตาสีฟ้าครามคู่สวย ยืนอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงที่โอบล้อมไปทั่วคฤหาสน์หลังโต เสียงเล็กๆที่พร่ำตะโกนเรียกชื่อผู้เป็นพ่อแม่ไปมานั้นทำให้ผมได้แต่รู้สึกเศร้าใจ..
และถึงแม้อยากจะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือมากแค่ไหน สิ่งที่ผมทำได้มีเพียงอย่างเดียวคือ ยืนมองดูสามีภรรยาคู่นั้นที่กำลังหายใจรวยรินเต็มที..และมองดูร่างของเด็กตัวเล็กๆคนนั้นที่ตะโกนเรียกชื่อของผู้เป็นพ่อแม่ซ้ำไปซ้ำมาในเปลวเพลิง..

ผมไม่สามารถฝืนกฏของยมทูตได้..

‘เด็กหรือแก่ จนหรือรวย บาปหนาหรือดีล้น ไม่ว่าจะเป็นอย่างไหน ไม่มีใครที่จะฝืนความตายได้..’

“หึ..” ผมนึกขันในความคิดของคนที่เคยบัญญัติมันเอาไว้ มันเป็นแค่เรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อปลอบใจเหล่ายมทูตเท่านั้น ยมทูตที่ต้องรับหน้าหยิบยื่นความตายให้แก่มนุษย์ โดยที่คนเหล่านั้นไม่สามารถขัดขืนได้เลย งานแบบนี้ไม่ว่าจะมองมุมไหนมันก็เหมือนกับการฆ่าคนๆหนึ่งให้ตายด้วยมือตัวเองอยู่ดี..
“เด็กคนนั้น..จะต้องตายจริงๆเหรอ?” ผมพึมพำกับตัวเองเบาๆ พร้อมกับนึกถึงเรื่องราวของเด็กคนนั้น อายุเพียง 10 ปี พ่อแม่ก็ถูกฆ่าตาย แถมตัวเองยังจะต้องถูกคนพวกนั้นเหยียบย่ำ..
“คนพวกนั้น ช่างเป็นมนุษย์ที่น่ารังเกียจจริงๆ” ผมกำหมัดแน่น ถึงแม้จะรู้ดีว่ามันไม่ใช่หน้าที่ของผมจะต้องยื่นมือเข้าไปยุ่งกับชีวิตมนุษย์ แต่ในใจลึกๆแล้วผมกลับอยากช่วยเหลือเด็กคนนี้เหลือเกิน..

นั่นเพราะผมรู้สึกเป็นห่วงวิญญาณที่บอบช้ำดวงนั้นเท่านั้น เด็กอายุ 10 ปี คนหนึ่ง จะสามารถแบกรับเรื่องที่เลวร้ายพวกนี้ด้วยตัวคนเดียวได้ยังไง?
ผมอยากเห็นใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความสุขของเด็กคนนั้น มากกว่าใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตานั่น ผมแค่อยากปกป้องรอยยิ้มของเด็กคนนั้น..
ผมนึกภาวนาขอให้เด็กคนนั้นจงปลอดภัย และมีชีวิตอยู่รอผมด้วยเถอะ หลังจากนั้นผมจะ...

พั่บ พั่บ พั่บ..

“หืม?” ผมมองสมุดบันทึกที่อยู่ในมือ มันกำลังเปลี่ยนหน้าไปเรื่อยๆจนมาหยุดอยู่ที่หน้าล่าสุด รอยหมึกสีดำถูกแต่งแต้มบนกระดาษขาวเป็นทางยาว
“ไม่จริงน่า..” ผมร้องออกมาอย่างตกใจเมื่อเห็นรายชื่อมากมายที่อยู่ในกระดาษแผ่นนั้น ผมเม้มปากแน่นก่อนที่จะวิ่งเข้าไปในคฤหาสน์ทันที..

ยมทูตอย่างผมต้องทำงานกันแทบจะทุกเวลาสาเหตุเพราะมีสิ่งมีชีวิตที่ไร้สำนึกอยู่ชนิดหนึ่ง มันจะคอยขโมยซากวิญญาณที่ตายแล้วไปกินอย่างตะกละตะกลาม ดังนั้นถ้าหากยมทูตนั้นทำงานช้าแม้เพียงก้าวเดียว นั่นหมายถึง วิญญาณเหล่านั้นที่ไม่ได้ผ่านมือเหล่ายมทูต จะไม่สามารถไปได้ทั้งนรก และ สวรรค์..

สิ่งมีชีวิตขี้ขโมยที่น่ารังเกียจตนนั้นเรียกว่า ปีศาจ..

“นี่มัน?” ผมมองดูเศษชิ้นส่วนของมนุษย์ที่กระจัดกระจายอยู่เต็มพื้นห้อง จนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิมของมนุษย์พวกนั้นเลยแม้แต่น้อย กลิ่นแปลกๆลอยมาเตะจมูกจนทำให้ผมนึกรำคาญ..

กลิ่นแบบนี้มัน...ปีศาจ?

“Cinematic?” ผมขยับแว่นเล็กน้อยพร้อมมองดูแผ่นฟิล์มที่ไหลย้อนขึ้นมาเต็มไปหมดทั่วทั้งห้อง ผมรีบเปิดดูสมุดบันทึกอีกครั้งก่อนที่จะกวาดตามองหมึกดำที่ปรากฏเพิ่มขึ้นมา ผมอ่านมันอย่างตั้งใจ..
“โกหกน่า?”

เศษชิ้นส่วนที่กระจัดกระจายบนพื้นห้องนี้เป็นฝีมือของปีศาจ หากแต่มันกลับไม่แตะต้องวิญญาณของมนุษย์พวกนี้เลยแม้แต่น้อย แล้วปีศาจตนนี้จะฆ่ามนุษย์ไปเพราะอะไรกันล่ะ?

“อย่าบอกนะว่า..” ผมไล่ดูรายชื่อของมนุษย์ที่ตายในห้องนี้ ก่อนที่จะขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นว่ารายชื่อของชิเอล แฟนธ่อมไฮฟ์ได้ถูกขีดฆ่าทิ้งไป..

..ผมมาช้าเกินไป..

“หึ..กลิ่นของปีศาจอย่างคุณเนี่ยมันเหม็นเน่ายิ่งกว่าซากศพพวกนี้เสียอีก” ผมปิดสมุดบันทึกลงก่อนที่จะเหลือบตาไปมองดูเงาใหญ่ที่อยู่ด้านหลัง
“อ่า..งั้นเหรอครับ สงสัยคงต้องปรับปรุง เพราะถ้าให้อยู่ในร่างมนุษย์ทั้งๆที่ยังคงกลิ่นแบบนี้มีหวังได้ถูกนายน้อยดุเอาแน่ๆ” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างเยือกเย็น
“นายน้อย?” ผมมองดูต้นตอของเสียงนั้นก่อนที่จะพบเข้ากับดวงตาสีแดงเพลิงที่ลุกวาวอยู่ในมุมมืด

ลางสังหรณ์ของผมกำลังเตือนผมว่า มีบางสิ่งที่ผิดปกติเกิดขึ้นกับเด็กคนนั้น..

“ผมไม่มีธุระกับยมทูต เพราะฉะนั้น..”
“คิดจะเดินออกไปเฉยๆงั้นเหรอ?” ผมพูดด้วยเสียงที่ราบเรียบพร้อมมองดูอีกฝ่ายที่ยังคงอยู่ในมุมมืดนั้น มือของผมกำเดธไซต์เอาไว้จนแน่น..
“นั่นสินะครับ..แต่ผมก็มีคำสั่งให้พานายน้อยออกไปจากที่นี่เสียด้วยสิ เพราะเหตุนั้น..”

ฟู่!!!!!! พรึ่บบบบบบบบบบบบบบบ!!!

“หึ..” ผมหยุดชะงักพร้อมมองดูเปลวไฟที่ลุกท่วมล้อมรอบอยู่รอบตัวเป็นวงกว้าง ก่อนที่จะปรายตามองไปยังประตู ชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทสีอีกากำลังอุ้มร่างที่ไร้สติของใครบางคนอยู่

ชิเอล แฟนธอมไฮฟ์!!

“คุณคิดจะทำยังไงกับเด็กคนนั้นกัน?” ผมเอ่ยถามพร้อมขยับแว่นของตัวเองและมองชายคนนั้นผ่านเปลวเพลิงที่ลุกสูงขึ้นเรื่อยๆ
“อ่า..เรื่องนั้นนะไม่ต้องห่วงหรอกครับ เพราะยังไงนายน้อยก็ไม่ใช่วิญญาณที่ยมทูตอย่างพวกคุณต้องการอีกแล้ว..” ชายคนนั้นบอกด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น ก่อนที่จะใช้ปากกัดดึงถุงมือออกมา ฝ่ามือของหมอนั่นมีตราพันธะสัญญาปรากฏอยู่..
“นายคิดจะย้อมผ้าขาวให้ดำหรือไง..” ผมพูดอย่างใจเย็นก่อนที่จะมองใบหน้าที่ไร้เดียงสาของเด็กคนนั้น เด็กคนนั้นยังคงนอนแน่นิ่งไม่ไหวติงในอ้อมแขนของ ‘ปีศาจ’ สิ่งมีชีวิตที่น่ารังเกียจที่สุดในโลกใบนี้..
“หึ..ผมแค่จะช่วยล้างรอยเปื้อนเท่านั้นเองครับ”
“รอยเปื้อน?”
“นายน้อยนะ .. ทั้งร่างกายและวิญญาณเต็มไปด้วยความแค้นและความเกลียดชัง ถ้าสิ่งเหล่านั้นได้ถูกกำจัดให้หายไปก็จะเหลือแต่ความบริสุทธิ์ หากแต่เขาเพียงคนเดียวคงไม่สามารถทำด้วยตัวเองได้ ผมก็แค่ให้การช่วยเหลือเท่านั้นละครับ..”
“คิดการใหญ่เหลือเกินนะ ทั้งๆที่เป็นแค่ปีศาจที่ตะกละตะกลามแท้ๆ”
“ผมนะเบื่อหน่ายกับชีวิตที่กินไม่เลือกอย่างนั้นแล้วละครับ” ผมมองดูปีศาจในร่างมนุษย์ก่อนที่จะยิ้มเย้ยหยัน
“หึ..สุนัขเร่ร่อนที่หวังสูงจะใส่ปลอกคออย่างนั้นเหรอ?”
“ก็ไม่ปฏิเสธครับ..แล้วสำหรับยมทูตบางคนที่เผลอใจให้มนุษย์ แบบนี้สมควรจะเรียกว่าอะไรดีละครับ?” ปีศาจในร่างมนุษย์พูดพร้อมกับแสยะยิ้ม..
“หึ” ผมสบถออกมาพร้อมมองดวงตาสีแดงเพลิงคู่นั้นที่จ้องกลับมาที่ผมอย่างไม่วางตา..

ยมทูตที่เผลอใจให้กับมนุษย์อย่างนั้นเหรอ? ..

“ผมนะไม่สนใจในตัวมนุษย์หรอกนะ” ผมขยับแว่นพร้อมบอกอีกฝ่ายอย่างอวดดี..
“ถ้างั้นก็ดีแล้วละครับ เพราะนับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป ชิเอล แฟนธ่อมไฮฟ์ คือสมบัติของผมเพียงคนเดียวครับ..” ผมมองดูอีกฝ่ายที่ประกาศกร้าวออกมาอย่างจริงจัง
“สมบัติงั้นเหรอ?”
“อ่า..ดูเหมือนว่าเวลาจะล่วงเลยมานานแล้ว ผมคงต้องขอตัวไปก่อน ผิวของนายน้อยบอบบางคงทนความร้อนขนาดนี้ไม่ไหวแน่นอน เชิญสนุกต่อไปได้เลยครับ..” ชายคนนั้นพูดจบก็พายมือขึ้น เปลวไฟที่ล้อมรอบตัวผมก็ยิ่งสูงขึ้นไปอีก ผมปรายตามองดูร่างของเด็กคนนั้นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ชายคนนั้นจะเดินหายออกไป..
“ปีศาจที่เบื่อหน่ายงั้นเหรอ?” ผมใช้เดธไซด์ตัดผ่านเปลวไฟเปิดทางให้มีช่องว่าง ก่อนที่จะเดินออกไปจากวงล้อมไฟนั้น แล้วเดินออกมาจากคฤหาสน์พร้อมมองดูมันถูกไฟเผาไหม้จนแทบมองไม่เห็นเค้าโครงของคฤหาสน์เดิมเลย

ผมยืนมองดูคฤหาสน์ที่ถูกไฟเผา มันเหมือนกับเมื่อครั้งที่คฤหาสน์แฟนธ่อมไฮฟ์ถูกเผาไหม้ไม่ผิดเพี้ยน..

“งานวันนี้ช่างน่าเบื่อจริงๆ..” ผมขยับแว่นเล็กน้อยก่อนที่จะมองดูรายชื่อคนตาย ทุกรายชื่อล้วนแต่ถูกฆ่าทิ้งทั้งสิ้นโดยฝีมือปีศาจตนนั้น..ผมไม่สามารถเก็บรักษาวิญญาณดวงไหนได้เลย..

เหนือสิ่งอื่นใด วิญญาณของเด็กคนนั้นที่ต้องแปดเปื้อนไปด้วยน้ำมือปีศาจ..ผมก็ช่วยเอาไว้ไม่ได้..
ผมปล่อยเด็กคนนั้นไป ทั้งๆที่ผมมีโอกาสที่จะคว้าเด็กคนนั้นเอาไว้ได้แล้วแท้ๆ แต่ผมกลับไม่ทำเพราะความอวดดีของผมเอง..

“ชิเอล แฟนธ่อมไฮฟ์” ผมพึมพำเบาๆก่อนที่จะหันหลังเดินออกมาจากคฤหาสน์หลังนั้น

เด็กที่เลือกจมอยู่กับความแค้นและความเกลียดชังจนต้องยืมมือของปีศาจที่มากไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม

เด็กที่ถูกหว่านล้อมด้วยวาจาของปีศาจ จนทำให้ตัวเองต้องจมอยู่กับความดำมืดที่ยากจะหาทางออก..

ร่างกายที่บอบบางและน่าทะนุถนอมนั่น ถ้าต้องตกอยู่ในมือสกปรกของปีศาจตนนั้น แค่คิดก็น่าสะอิดสะเอียนแล้ว..

“เพราะอย่างนี้ไง ผมถึงได้เกลียดปีศาจ..”
.
.
.
drunken Author : ลองเขียนฟิคอะไรเทือกๆนี้ ไม่หวือหวา ไม่กระโชกโฮกฮากไปด้วย NC ฟิคใสๆเรื่องแรกเลยนะเนี่ย แต่ก็จบไปด้วยดาร์คโหมดของวิลเลียมซะอย่างนั้น ฮะ ฮะ
ขึ้นไปข้างบน Go down
 
SF*ทำไมผมถึงเกลียดปีศาจนะเหรอ? (End)
ขึ้นไปข้างบน 
หน้า 1 จาก 1

Permissions in this forum:คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
BlackButler FanFic :: ShortFic & FanFic คุณพ่อบ้านและเรื่องอื่นๆลงได้ที่นี่ค่ะ-
ไปที่: